การรักษาดุลยภาพของน้ำในพืช

กลไกสำคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ำในพืช คือ ควบคุมสมดุลระหว่างการคายน้ำผ่านปากใบและการดูดน้ำที่ราก ถ้าคายน้ำมากก็ต้องดูดน้ำเข้าทางรากมากเช่นกัน ส่วนมากจะคายน้ำที่ปากใบ

การคายน้ำทางปากใบ เรียกว่า สโตมาทอล ทรานสพิเรชัน ( stomatal transpiration ) เป็นการคายน้ำที่เกิดขึ้นมากถึง 90 %

ลักษณะของปากใบ

 ปากใบของพืชประกอบด้วยช่องเล็กๆ ในเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของใบ เรียกว่าชั้นเอพิเดอร์มีส ( epidermis layer )

เซลล์ชั้นนี้เป็นชั้นที่อยู๋นอกสุดปกคลุมส่วนที่อยู่ข้างในที้งทางด้านบน คือ เอพิเดอร์มิสด้านบน ( upper epidermis )

และทางด้านล่าง คือ เดพิเดอร์มิสด้านล่าง ( lower epidermis ) เซลล์ชั้นนี้ไม่มีคลอโรฟีลล์อยู่ด้วย จึงทำให้สังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้เซลล์เอพิเดอร์มิสบางเซลล์เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เป็น เซลล์ ( gusrd cell ) อยู่ด้วยกันเป็นคู่ มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดงประกบกัน ผนังด้านในของเซลล์คุมหนากว่าผนังเซลล์ด้านนอกระหว่างเซลล์คุมเป็นปากใบ ( stomata ) พบว่าทางด้านล่างของใบมีปากใบอยู่มากกว่าทางด้านบน

ลักษณะของเซลล์คุม

เซลล์คุม ( guard cell ) ทำหน้าที่ปิดและเปิดปากใบ เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์เอพิเดอร์มิสอื่น คือ เซลล์คุมมีคลอโรฟีลล์อยู่ด้วย จึงสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้และการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการเปิดมิดของปากใบ ผิวของเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิสมีสารพวกขึ้ผึ้ง เรียกว่า คิวทิน ฉาบอยู่ช่วงป้องกันการระเหยของน้ำ ออกจากผิวใบปากใบพืช

 

index.php?mod=Courses&file=showcontent&cid=360&sid=404&lid=60102&lid_parent=60147

การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุของสิ่งมีชีวิต

โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากมายมหาศาลมาอยู่ร่วมกันเป็นระบบเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อเซลล์ด้วย ดังนั้นในโครงสร้างร่างกายของสิ่งมีชีวิตจึงจำเป็นต้องมีระบบการรักษาดุลยภาพของสารต่าง ๆ เพื่อช่วยควบคุมปริมาณสารต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมต่อการทำงานของเซลล์อยู่เสมอ โดยระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุของพืช สัตว์ต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์จะมีความแตกต่างกันดังนี้
     1.  การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในพืช
          พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยแร่ธาตุและน้ำจากสิ่งแวดล้อม เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์อาหารด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพียง 1-2% เท่านั้น ส่วนน้ำที่เหลือประมาณ 98-99% จะถูกขับออกจากต้นพืชด้วยการคายน้ำทางใบ เพื่อให้เกิดแรงดึงจากการคายน้ำทำให้สามารถลำเลียงน้ำจากรากพืชไปสู่ส่วนยอดได้ และยังใช้สำหรับรักษาความสมดุลของระบบต่าง ๆ ในต้นพืช
          น้ำส่วนใหญ่ในต้นพืชจะถูกกำจัดออกทางปากใบในรูปของไอน้ำที่ระเหยออกจากปากใบ (stomata) นอกจากนี้บางส่วนอาจสูญเสียออกไปทางผิวใบ ส่วนของลำต้นที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน ๆ และตามรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ตามลำต้น ในช่วงที่ต้นพืชขาดน้ำ ต้นพืชจะปิดปากใบเพื่อลดการคายน้ำ แต่ยังคงมีการระเหยออกทางผิวใบและรอยแตกตามลำต้น จึงช่วยทำให้ใบและลำต้นพืชไม่ร้อนจัดเกินไป
          การควบคุมการคายน้ำที่ปากใบเกิดขึ้นได้เนื่องจากที่บริเวณรอบปากใบจะมีเซลล์คุม (guard cell) ซึ่งเป็นเซลล์ชั้นนอกสุดของผิวใบ (epidermis layer) พบได้ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ โดยด้านล่างของใบจะมีจำนวนเซลล์คุมมากกว่าด้านบนของใบ ภายในเซลล์คุมจะมีคลอโรพลาสต์ มีลักษณะที่แตกต่างจากเซลล์อื่น ๆ บนผิวใบ คือ เซลล์คุมจะมีลักษณะเป็นเซลล์คู่ โดยผนังด้านในของเซลล์คุมจะหนากว่าผนังเซลล์ด้านนอก
          การเปิดและปิดปากใบเกิดขึ้นเนื่องจากความเต่งของเซลล์คุม โดยเมื่อในต้นพืชมีน้ำอยู่มาก น้ำจากเซลล์ต่าง ๆ รอบเซลล์คุมจะแพร่เข้าสู่เซลล์คุม ทำให้เซลล์คุมเต่งเนื่องจากมีปริมาณน้ำมาก ผนังของเซลล์คุมจึงยืดออกดึงให้ผนังส่วนที่หนางอตัวแยกออกจากกันส่งผลให้ปากใบเปิดออก
          แต่ในกรณีที่ใบต้นพืชขาดแคลนน้ำ น้ำจากเซลล์คุมจะแพร่ออกสู่เซลล์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบเซลล์คุม เซลล์คุมจึงหดตัวไม่สามารถดึงผนังส่วนที่หนาแยกออกจากกันได้ ส่งผลให้ปากใบปิดลง นอกจากนี้ยังพบว่า แสง อุณหภูมิและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ก็เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปิดและปิดปากใบด้วยเช่นกัน
     2.  การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในสัตว์
         
สัตว์แต่ละชนิดจะมีกลไกการรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากน้ำในร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของแร่ธาตุ และสารต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้นการรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกายจึงมีความเกี่ยวข้องกับการรักษาดุลยภาพของเกลือแร่ และสารต่าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน
          การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของแร่ธาตุและสารต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงดุลยภาพในการลำเลียงสารในระดับเซลล์ด้วย ดังนั้น การรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุในสิ่งมีชีวิต จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยในสัตว์บางชนิดอาจจะมีระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุในร่างกายที่แตกต่างกันได้ ดังนี้
          1)  สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว หรือโพรโทซัวที่อาศัยในน้ำจืด ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างภายในเซลล์ที่ไม่ซับซ้อน จะใช้วิธีการรักษาปรับสมดุลของน้ำและของเสียที่เกิดขึ้นในเซลล์ เช่น แอมโมเนียและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง นอกจากนี้ภายในเซลล์ยังมีโครงสร้างที่เรียกว่า คอนแทรกไทล์ แวคิวโอล (contractile vacuole) ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสารละลายของเสียและน้ำออกสู่ภายนอกเซลล์ด้วยวิธีการลำเลียงแบบ เอกโซไซโทซิส ทำให้สามารถรักษาดุลยภาพของน้ำไว้ได้ และยังเป็นการช่วยปัองกันไม่ให้เซลล์เต่งหรือบวมมากจนเกินไป
          2)  สัตว์ปีก นกหลายชนิดจะมีขนปกคลุม เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำเนื่องจากความร้อน และยังมีระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำด้วยการขับออกในรูปปัสสาวะนอกจากนี้ยังพบว่านกทะเลที่กินพืชหรือสัตว์ทะเลเป็นอาหาร จะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดแร่ธาตุหรือเกลือส่วนเกินออกไปจากร่างกาย เรียกว่า ต่อมเกลือ (salt gland) ซึ่งอยู่บริเวณหัวและจมูก โดยแร่ธาตุและเกลือจะถูกกำจัดออกในรูปของน้ำเกลือ วิธีการรักษาสมดุลเช่นนี้ จึงทำให้นกทะเลต่าง ๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้จะบริโภคอาหารที่มีแร่ธาตุและเกลือสูงเป็นประจำ
          3)  สัตว์บก สัตว์บกจะได้รับน้ำจากการดื่มน้ำ และจากน้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร เช่น ในพืชผัก ผลไม้ ตลอดจนน้ำที่อยู่ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้รับน้ำจากกระบวนการย่อยสลายสารอาหาร ตลอดจนการเผาผลาญสารอาหาร หากร่างกายได้รับปริมาณมากเกินไป ร่างกายจะกำจัดน้ำส่วนเกินออกในรูปของเหงื่อ ไอน้ำในลมหายใจ ปัสสาวะ และอุจจาระ โดยมีไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำ และแร่ธาตุในร่างกาย 
          4)  สัตว์น้ำเค็ม จะมีวิธีการควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกายที่แตกต่างไปจากสัตว์บก เนื่องจากสัตว์น้ำเค็มจะต้องมีการปรับความเข้มข้นของเกลือแร่ในร่างกายให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อม เรียกระดับความเข้มข้นเกลือแร่ภายในร่างกายให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมว่า ไอโซทอนิก (isotonic) ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายกับสภาพแวดล้อมมีความสมดุลกันจึงไม่มีการสูญเสียน้ำหรือรับน้ำเข้าสู่ร่างกาย โดยสัตว์น้ำเค็มแต่ละชนิดจะมีกลไกในการรักษาดุลยภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้
          ในปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม จะมีระบบการรักษาสมดุลโดยการพัฒนาให้มียูเรียสะสมในกระแสเลือดในปริมาณสูง จนมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับน้ำทะเลจึงไม่มีการรับน้ำเพิ่มหรือสูญเสียน้ำไปโดยไม่จำเป็น
          ส่วนในปลากระดูกแข็งจะมีเกล็ดตามลำตัว เพื่อใช้ป้องกันการสูญเสียน้ำภายในร่างกายออกสู่สภาพแวดล้อมเนื่องจากสภาพแวดล้อมมีความเข้มข้นของสารละลายมากกว่าในร่างกาย และมีการขับเกลือแร่ออกทางทวารหนัก และในลักษณะปัสสาวะที่มีความเข้มข้นสูงและมีกลุ่มเซลล์ที่เหงือกทำหน้าที่ลำเลียงแร่ธาตุออกนอกร่างกายด้วยวิธีการลำเลียงแบบใช้พลังงาน
          5)  สัตว์น้ำจืด ระบบการรักษาดุลยภาพของสัตว์น้ำจืดมีความแตกต่างจากสัตว์น้ำเค็ม เนื่องจากสัตว์น้ำจืดอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเข้มของสารละลายต่ำกว่าภายในร่างกาย ทำให้น้ำจากภายนอกร่างกายสามารถออสโมซิสเข้าสู่ภายในร่างกายได้มาก ปลาน้ำจืดจึงต้องมีผิวหนังและเกล็ดป้องกันการซึมเข้าของน้ำ มีการขับปัสสาวะบ่อยและเจือจาง และมีอวัยวะพิเศษที่เหงือกคอยดูดเกลือแร่ที่จำเป็นคืนสู่ร่างกาย

 

การรักษาดุลยภาพของร่างกาย(การแลกเปลี่ยนแก๊สโพรทิสต์และสัตว์)

กระบวนการหายใจมี 2ชั้นตอนคือ

1.การแลกเปลี่ยนแก๊ส คือ นำ O2 เข้ามาพร้อมกับเอา co2 ออกไป โดยโครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊ส คุณสมบัติ 3 ประการคือ 1.ผนังบาง   2.พื้นที่ผิวมาก  3.ชื้น เพื่อให้แก๊สละลายน้ำ

2.การนำ o2 ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนไปหายใจระดับเซลล์เพื่อสร้างสารพลังงานสูงคือ ATP ไว้ใช้

โครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สในโพรทิสต์และสัตว์ที่ควรรู้จัก ได้แก่

1.เยื่อหุ้มเซลล์ พบในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา

2.ผิวร่างกายแลกเปลี่ยนแก๊สโดยตรง พบในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น ฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย

3.ผิวหนังที่ฉ่ำน้ำแลกเปลี่ยนแก๊ส เช่น ไส้เดือน amphibian

4.ระบบท่อลม (tracheal system) แลกเปลี่ยนและลำเลียงแก๊ส พบในแมลง millipede และ centipe ระบบท่อลมประกอบด้วย

ช่องหายใจ (spiracle) อยู่ที่ปล้องท้อง      ท่อลม(trachea)       แขนงท่อลม(tacheole)    เซลล์เป็นโครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สชนิดเดียวที่ o2  ภายนอกเข้ามาหาเซลล์โดยตรง ส่วนระบบเล็กไม่ได้มีไว้ลำเลียงแก๊สเหมือนสัตว์อื่น แต่ไว้ลำเลียง เช่น ของเสีย อาหาร เลือดแมลงจึงไม่มีสีร่างแข็งภายนอกและระบบหายใจแบบนี้เองจึงเป็นข้อจำกัดของแมลงไม่ให้ตัวใหญ่ แมลงที่บินได้อาศัยถุงลม (air  sac) สำหรับช่วยลำเลียงแก๊ส

5.เหงือกในสัตว์น้ำ เพราะในน้ำมี o2 ละลายอยู่น้อย และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็ละลายได้น้อยลง เหงือกจะช่วยให้แลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดี พบทั้งในปลาต่างๆ ปลาดาว ปลาหมึก หอยในน้ำ crustacean ลูกอ๊อด ฯลฯ โดย amphibian เช่นกบนั้น ตอนเด็กๆ จะหายใจด้วยเหงือกและผิวหนัง แต่พอโตจะหายใจด้วยปอดและผิวหนัง

6.ปอด พลในหอยบนบก  (ทาก หอยทาก) สัตว์มีกระดูกสันหลังบนบกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนกเป็นสัตว์ที่ระบบแลกเปลี่ยนแก๊สซับซ้อน เพราะมี metabolism สูงเนื่องจากต้องบินจึงมีถุงลม(air sac) 9ถุงช่วยเก็บและถ่ายเทอากาศให้ปอด แต่ไม่ช่วยแลกเปลี่ยน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส 2รอบต่อ 1ครั้งหายใจ

7.โครงสร้างอื่นๆ เช่น respiratory tree ในปลงทะเล book lung (แผงปอด) ในแมงมุม มีของเหลงช่วยลำเลียวแก๊ส book gill (แผงเหงือก) ในแมงดา  mantle ของ mollusk บางตัว  tube feet ของ echinoderm บางตัว parapodiaในแม่เพรียง เป็นต้น

การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต(กลไกการรักษาดุลภาพ)

-กลไกการรักษาดุลยภาพคือการรักษาภาวะภายในร่างกายให้สมดุล โดยอาศัยการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างระบบอวัยวะต่างๆเช่น ระบบหายใจ,ระบบประสาทเป็นต้น
-การรักษาดุลยภาพของน้ำในพืช คือ การควบคุมสมดุลระหว่างการคายน้ำผ่านปากใบและการดูดน้ำที่ราก เช่น เมื่ออัตราการคายน้ำเร็วกว่าการดูดน้ำของพืช ปากใบจะแคบหรือปิดลงเพื่อรักษาดุลยภาพของน้ำไว้
-อวัยวะสำคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆในร่างกายคือไต
     -ไตนอกจากจะทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียแล้วยังทำหน้าที่ในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายด้วย
     -ภายในเนื้อไตแต่ละข้างประกอบด้วยหน่วยย่อยๆคือ หน่วยไตซึ่งมีจำนวนประมาณ1ล้านหน่วย
     -หน่วยไต ทำหน้าที่ขับสารที่มีส่วนประกอบของไฮโดรเจนไอออน[H+]และแอมโมเนียไอออนออกจากเลือด
     -กลุ่มของหลอดเลือดฝอยที่ไหลสู่ไตชื่อว่า โกลเมอรูลัส
     -สารที่ท่อหน่วยไตดูดกลับ ได้แก่ น้ำ โปรตีน กลุโคส กรดอะมิโน จะลำเลียงผ่านท่อหน่วยไตกลับสู่หลอดเลือดฝอยโดยการ แพร่ ออสโมซิส และการใช้พลังงาน
-ไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การนอนหลับ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด ความหิว อิ่ม การดูดน้ำกลับของร่างกาย และการควบคุมความรู้สึกต่างๆ
      ADH คือฮอร์โมนยที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนท้าย ทำหน้าที่กระตุ้นท่อหน่วยไตให้ดูดน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด
     -การรักษาดุลยภาพของของกรดเบสในร่างกาย ทำได้โดยการรักษาดุลยภาพของไฮโดรเจนไอออนในเลือดซึ่งเกิดจากกระบวนการเมแทบอริซึม
     -หากร่างกายมีระดับเมแทบอริซึมสูงจะส่งผลให้ระดับไฮโดรเจนออกไซด์ในเลือดสูงขึ้นด้วย
     -สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว(สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ)จำพวกอะมีบาหรือพวกพารามีเซียมจะมีโครงสร้างภายในคือคอนแทร็กไทล์แวคิวโอล ที่จะทำหน้าที่ในการขับน้ำและของเสียออกจากเซลล์ เพื่อรักษาสภาวะสมดุลและป้องกันเซลล์แตก
     -ปลาน้ำจืดมีปริมาณความเข้มข้นของของเหลวในร่างกายมากกว่าในน้ำๆจึงไหลเข้าสู่เซลล์โดยวิธีการออสโมซิสเข้ามาทางเหงือก ปลาน้ำจืดจึงปัสสาวะบ่อยและเจอจาง
     -ปลาทะเลจะมีแรงดันออสโมติกของๆเหลวในร่างกายต่ำกว่าน้ำทะเลภายนอกที่เหงื่อกจะมีเซลล์ที่จะคอยขับแร่ธาตุส่วนเกินออกโดยวิธีลำเลียงแบบใช้พลังงาน
     -สัตว์ทะเลอื่นๆจะมีอวัยวะพิเศษที่จะขับเกลือส่วนเกินออกมาในรูปของน้ำเกลือเข้มข้น เช่นนกทะเลมีต่อมนาซัลและรูจมูกสำหรับขับเกลือส่วนเกินออกมาในรูปของน้ำเกลือเข้มข้น
     ***การที่นกมีความเร็วมากกว่าคนนั้นเป็นเพราะว่านกมีเมแทบอริซึมสูงกว่าคน***
-การทำงานของเอนไซม์ในร่างกายจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและภาวะการเป็นกรด-เบส
-กลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย
 

สิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิสูง

อุณหภูมิต่ำ

อุณหภูมิของเลือดในร่างกาย

 

การทำงานของไฮโพทาลามัส

 

อัตราเมแทบอริซึม

 

การปรับตัวของหลอดเลือดและต่อมเหงื่อ

 

 

 

 

 

ผลลัพธ์ที่ได้

–สูง

 

–ส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ

–อัตราของเมแทบอริซึมลงลง

 

–หลอดเลือดขยายตัว ต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อ การระเหยและการแผ่รังสีเพิ่มขึ้น ขนเอนราบเพื่อให้อากาศถ่ายเทบริเวณผิวหนังได้มากขึ้นเพื่อระบายความร้อน

–อุณหภูมิของเลือดลดลงจนกลับสู่ภาวะปกติ

–ต่ำ

 

–ส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ

–อัตราของเมแทบอริซึมเพิ่มขึ้น

 

–หลอดเลือดหดตัว ต่อมเหงื่อหยุดสร้างเหงื่อ การระเหยและการแผ่รังสีลดลง ขนลุกชันเพื่อปิดกั้นไม่ให้อากาศถ่ายเทบริเวณผิวหนังเพื่อรักษาความร้อน

–อุณหภูมิของเลือดเพิ่มขึ้นจากลับสู่สภาวะปกติ

-ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายประกอบด้วย
     -หน่วยรับรู้อุณหภูมิ=ทำหน้าที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแล้วส่งไปยังไฮโพทาลามัส
     -ไฮโพทาลามัส=ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิโดยจะออกคำสั่งไปยังอวัยวะต่างๆ
     -อวัยวะทำงาน=ประกอบด้วย กล้ามเนื้อยึดกระดูก เซลล์ไขมัน ต่อมเหงื่อ หลอดเลือด จะทำงานเพิ่อเพิ่มหรือลดอุณหภูมิในร่างกาย

*ข้อควรรู้*
-สัตว์เลือดอุ่นคือสัตว์ที่สามารกรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ใด้เกือบจะคงที่อยู่ตลอดเวลา
-สัตว์เลือดเย็นคือสัตว์ที่อุณหภูมิของร่างกายจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมรอบๆ

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!